ทิศทางราคาทองคำวันนี้ 11 ก.ย.69 พูดคุยกับ คุณวรุต รุ่งขำ YLG
ทองคำเสี่ยงร่วงต่อทดสอบ 4,200 ดอลลาร์ YLG ชี้คืนนี้จับตา CPI จะออกมาคาดหรือไม่ ผวา FED – BOJ ประสานเสียงขึ้นดอกเบี้ย
ราคาทองคำในตลาดโลกเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก จนทรุดตัวลงแตะแนว 4,300 ดอลลาร์ ภายหลังการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สหรัฐฯ ที่สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในคืนนี้ทั่วโลกจับตาการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนสิงหาคม ซึ่งอาจกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ตอกย้ำว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมสัปดาห์หน้า
คุณวรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ระบุว่า
ราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีก โดยตลาดคาดการณ์ตัวเลข CPI สหรัฐฯ ไว้ที่ระดับประมาณ 3.4% แม้จะว่าทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า แต่เนื่องจากระดับดังกล่าวเป็นระดับที่ ประธานเฟด เคยระบุไว้ชัดเจนว่ายังคงสูงเกินกว่าที่เฟดจะยอมรับได้
หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาตามคาดการณ์หรือสูงกว่าคาด จะยิ่งเสริมมุมมองที่ว่าเฟดจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยข้อมูลล่าสุดจาก FedWatch Tool ของ CME Group ชี้ว่าตลาดได้คาดการณ์ไปแล้วว่าเฟดมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 50 Basis Point ภายในปีนี้
โดยคาดว่าจะขึ้น 25 Basis Point ในการประชุมเดือนกันยายนสัปดาห์หน้า และขึ้นอีก 25 Basis Point ในเดือนธันวาคม รวมถึงอาจขยับขึ้นต่อเนื่องในปีหน้าสู่ระดับ 4.25–4.50% หรือปรับขึ้นรวมอีก 75 Basis Point จากระดับปัจจุบัน
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กลับมากดดันตลาดทองคำคือ สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่อเค้ายืดเยื้อ โดยการปฏิบัติการทางทหารของอิหร่านและกลุ่มกบฏฮูตีมีลักษณะเป็นการรุกคืบทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเป้าปิดกั้นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ ทั้งช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบอัลมันเดบในทะเลแดง รวมถึงการยึดท่าเรือในเยเมน
ปัญหาการขนส่งทางทะเลผสานกับปริมาณสต็อกน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ ที่ลดลงสู่ระดับน่ากังวล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นตัวผลักดันเงินเฟ้อทั่วโลก
แม้ภาพรวมของสงครามจะบั่นทอนสถานะทางการคลังของสหรัฐฯ และสร้างแรงกดดันเชิงลบต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงก่อนการเลือกตั้งมิดเทอม ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อทองคำในระยะกลางถึงยาว แต่ในระยะสั้นตลาดกลับตอบรับในเชิงลบต่อน้ำมันแพงและความจำเป็นที่เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า
นอกเหนือจากนโยบายเฟดแล้ว ทางธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วเมื่อวานนี้ แม้ไม่ได้ประกาศทิศทางในอนาคตตรงๆ แต่การคาดการณ์เงินเฟ้อและเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้ดี ทำให้ตลาดมองว่า ECB มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 25 Basis Point ในช่วงปลายเดือนตุลาคม ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั่วโลกพุ่งทำจุดสูงสุดในรอบ 2–3 ปี ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว
ขณะเดียวกัน ในสัปดาห์หน้ายังต้องจับตาการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาเงินเยนอ่อนค่าอย่างหนัก และมีสัญญาณชัดเจนว่าต้องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดการอ่อนค่าของค่าเงิน หาก BOJ ดำเนินรอยตาม ECB ก็จะยิ่งหนุนให้ Bond Yield โลกปรับตัวขึ้น และกลายเป็นปัจจัยลบซ้ำเติมทองคำอีกทางหนึ่ง
มาดูกรอบราคาและกลยุทธ์การลงทุนจาก YLG ในระยะสั้น คาดว่าราคาทองคำจะแกว่งตัวในกรอบ (Sideway) เพื่อรอดูความชัดเจนของตัวเลข CPI และผลการประชุมธนาคารกลางต่างๆ ในสัปดาห์หน้า โดยประเมินกรอบกลยุทธ์ไว้ดังนี้
นักลงทุนระยะสั้น หากราคาดีดตัวขึ้นแต่ผ่านแนวต้าน 4,343–4,385 ดอลลาร์ หรือทองคำแท่งไทยประมาณ 68,100–68,700 บาทไม่ได้ แนะนำให้แบ่งขายทำกำไรเพื่อถือเงินสดไว้ก่อน สำหรับฝั่งซื้อ หากราคาย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับแรก 4,283 ดอลลาร์ หรือทองคำแท่งไทยประมาณ 67,200 บาท สามารถเสี่ยงเปิดสถานะซื้อเก็งกำไรระยะสั้นจากการรีบาวด์ได้
ส่วนนักลงทุนระยะกลาง-ยาว แนะนำให้ใช้แนวรับสำคัญทางเทคนิคเพื่อตั้งรับ โดยจับตาโซน 4,200–4,233 ดอลลาร์ หรือทองคำแท่งไทยประมาณ 65,900–66,400 บาท เป็นแนวรับสำคัญที่ไม่ควรหลุด หากลงมาแตะโซนนี้สามารถทยอยสะสมได้บางส่วน (ประมาณ 5–10% ของพอร์ต)
จุดตัดขาดทุนหากราคาหลุดแนวรับ 4,200 ดอลลาร์ภาพขาขึ้นจะเสียทันที และมีโอกาสไหลลงไปทดสอบฐานเดิมบริเวณ 3,945–4,000 ดอลลาร์ นักลงทุนที่มีการเก็งกำไรต้องพิจารณาตัดขาดทุนเพื่อจำกัดความเสี่ยง
รับชมคลิป







Comments are closed.