ทิศทางทองคำ-ดัชนี ก.ค.69 ดร.พิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผอ.ศูนย์วิจัยทองคำ
คาดทองคำ sideway ถึงไตรมาส 3 นลท.ชินชาสงคราม-ความชัดเจนของ FED แต่ถูกดอลลาร์แข็ง-ราคาน้ำมันพุ่งกดดันไว้
สถานการณ์ราคาทองคำในระยะนี้กลับเข้าสู่สภาวะ “ขึ้นยาก ลงยาก” อย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่ราคาผ่านการวิ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุด แล้วดิ่งลงมาสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน ก่อนจะเข้าสู่ช่วงการแกว่งตัวออกข้าง (Sideway) เพื่อรอคอยปัจจัยใหม่เข้ามาขับเคลื่อนทิศทาง
ดร.พิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า หากย้อนดูในช่วงต้นปี ราคาทองคำเคยพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) จาก 2 แรงส่งหลัก คือเรื่องกำแพงภาษี (Tariff) และความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ทว่า ในปัจจุบันปฏิกิริยาของตลาดต่อข่าวยิงปะทะกันในตะวันออกกลางกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ดร.พิบูลย์ฤทธิ์ ชี้ว่าปัจจุบันตลาดเริ่มเกิดอาการ “ชินชา” กับข่าวสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4-5 เดือน ซึ่งในช่วงแรกข่าวสงครามสามารถดันหรือทุบราคาทองคำได้กว้างถึง 400 – 500 ดอลลาร์ แต่ในปัจจุบันข่าวการสู้รบกลับสร้างความตื่นตระหนกให้ราคาเคลื่อนไหวได้ไม่เกิน 200 – 300 ดอลลาร์ เท่านั้น ทำให้การเคลื่อนไหวของราคาจากข่าวภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นลักษณะขั้นบันไดรอบละประมาณ 100 ดอลลาร์
ทั้งนี้แม้ราคาจะย่อตัวลงมา แต่เนื่องจากปรับฐานลงมาลึกมากแล้ว ทำให้ Downside ขาล่างเริ่มจำกัด สังเกตได้ว่าเมื่อราคาลงมาใกล้ระดับจิตวิทยา 4,000 ดอลลาร์จะมีแรงซื้อกลับเข้ามาหนุนทันที ก่อนจะมีข่าวบวกทยอยตามออกมาเฉลยทีหลัง
แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำยังขึ้นแรงทะลุโซน 4,200 ดอลลาร์ไม่ได้ คือการกลับมาแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่พุ่งขึ้นทำ New High
เมื่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรง ย่อมกดดันให้เม็ดเงินลงทุน (Fund Flow) ยังไม่สามารถไหลกลับเข้าสู่ตลาดทองคำได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ประกอบกับในช่วงที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะชะงักงัน นักลงทุนบางส่วนเริ่มกระจายความเสี่ยงและแบ่งแรงซื้อไปสู่สินทรัพย์ทางเลือกอื่น เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตามบรรดาสำนักวิเคราะห์ใหญ่ต่างชาติทยอยปรับลดเป้าหมายราคาทองคำครึ่งปีหลังลง โดยไร้เงาเป้าหมายระดับ 5,000 ให้เห็นในระยะสั้น แต่ราคาก็ไม่ได้ปรับลงแรงไปหา 3,500 – 3,600 ดอลลาร์ก็คือ แรงซื้อสะสมจากธนาคารกลางจีน ที่ฉวยโอกาสช่วงทองคำปรับฐาน เข้าซื้อทองคำ ต่อเดือนในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวถึงรายงานการสำรวจความเชื่อมั่นของศูนย์วิจัยทองคำฉบับล่าสุด ระบุว่าทั้งฝั่งนักลงทุนและผู้ค้าทองคำรายใหญ่ต่างมีมุมมองในโทนเดียวกัน โดยให้น้ำหนักกับความไม่แน่นอนของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่กลับมาส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเร่งตัวเลขเงินเฟ้อ ซึ่งอาจบีบให้เฟดต้องปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายดอกเบี้ย
ทั้งนี้มุมมองของบริษัทค้าทองรายใหญ่ 13 ราย แม้จะมองว่าราคามีโอกาสซึมลงตามแรงกดดันดอกเบี้ย แต่มองว่ากรอบล่างค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยประเมินว่าราคาทองคำแท่งในประเทศไม่น่าจะหลุดต่ำกว่าระดับ 60,000 – 61,000 บาท
ดร.พิบูลย์ฤทธิ์ มองว่าภาพรวมครึ่งปีหลัง ราคาทองคำ Spot จะวิ่งอยู่ในกรอบกว้างระหว่าง 3,900 – 4,500 ดอลลาร์ โอกาสที่จะเห็นราคาพุ่งกลับไปหา All-Time High เดิมที่ 5,600 ดอลลาร์ หรือแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์ก่อนสิ้นปีนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนื่อย เพราะจากสถิติช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม มักจะมีแรงเทขายทำกำไรปลายปีออกมาเป็นประจำ
คำแนะนำสำหรับนักลงทุนก็คือ “ตั้งรับตามสเต็ปแนวรับ แล้วทยอยขายทำกำไรเมื่อชนแนวต้าน” โดยให้กรอบแนวรับ ที่3,900 – 3,950 ดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 4,200 ดอลลาร์ หากผ่านได้มองเป้าถัดไปที่ 4,300 และ 4,400 ดอลลาร์ตามลำดับ
ส่วนแนวรับราคาทองคำไทยอยู่ที่ 61,000 – 62,000 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 64,000 – 65,000 บาท และมีเป้าหมายสูงสุดของกรอบอยู่ที่ 67,000 บาท
รับชมคลิป







Comments are closed.