แนะนักลงทุนปรับแผนลงทุนทองคำ รับมือความผันผวนยุค “ทรัมป์ 2.0”
แนะนักลงทุนปรับแผนลงทุนทองคำ รับมือความผันผวนยุค “ทรัมป์ 2.0”
พูดคุยกับ คุณวิโรสินี สดากร AISA ผจก.ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บจ.ชายน์นิ่งโกลด์ บูลเลี่ยน
ดำเนินรายการโดย อนุสรณ์ แก้วประจันทร์ บรรณาธิการข่าว GoldAround.com
นับตั้งแต่ที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ สมัยที่ 1 เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา นโยบายของ “ทรัมป์” ได้ทำให้สินทรัพย์ทั่วโลกเคลื่อนไหวผันผวนอย่างหนัก โดยการเรียกเก็บภาษีมหาโหดจากประเทศคู่ค้า พร้อมกับมีการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าบางประเทศ
โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญและเป็นอีกประเทศมหาอำนาจ ทำให้เกิดความหวาดกลัวว่าสงครามการค้าจะส่งให้ภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมเกิดภาวะถดถอย
สำหรับราคาทองคำแม้ว่าจะได้รับแรงหนุนเชิงบวกจากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ราคาทองคำ gold spot ปรับขึ้นทำจุดสูงสุดตลอดการใหม่ ที่ 3,500 ดอลลาร์
ขณะที่ ราคาทองคำไทยจ่อแตะ 55,000 บาท แต่สิ่งที่ตลาดทองคำเปลี่ยนไป ก็คือ ราคาทองคำได้เคลื่อนไหวผันผวนรุนแรง ทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การลงทุนเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
คุณวิโรสินี สดากร ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บจ.ชายน์นิ่งโกลด์ บูลเลี่ยน กล่าวว่า
หลัง “ทรัมป์” เข้ารับตำแหน่ง ปธน. สินทรัพย์ทั่วโลกปั่นป่วน ไม่ว่าจะปรับตัวขึ้นหรือปรับตัวลง จะเห็นว่าช่วงแรก ๆ ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นแค่ช่วงสั้น ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงแรง โดยเฉพาะเอสแอนด์พี
หากจะเปรียบกับผู้นำคนอื่น ๆ ที่มักจะดันให้หุ้นปรับตัวขึ้น แต่รอบนี้ตรงกันข้าม เพราะนโยบายที่ “ทัรมป์” ผลักดันส่วนใหญ่เป็นนโยบายภาษีกับต่างประเทศ ซึ่งกระทบกับอเมริกาโดยตรง โดยเฉพาะกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ หรือจีดีพีจะลดลง แม้ตอนนี้จะเกิด เทคนิคอล รีบาวน์ แต่ยังขึ้นไปไม่ถึงจุดที่ถูกทิ้งลงมา
ในทางกลับกัน ราคาทองคำกลับปรับตัวขึ้นแรงในช่วง 100 วันหลัง “ทรัมป์” เป็น ปธน. ราคาทองคำปรับตัวขึ้นจาก 2,700 ดอลลาร์ มาทำ ATH ที่ 3,500 ดอลลาร์ ขึ้นมากว่า 800 ดอลลาร์
และภาพรวมการลงทุนทองคำก็ปรับเปลี่ยนไป จากเดิมที่ราคาทองคำจะเคลื่อนไหววันละ 20-50 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเป็นกรอบที่กว้างแล้ว แต่ปัจจุบันราคาขยับในกรอบวันละ 70-80 ดอลลาร์ บางวันวิ่งแรงถึง 100-120 ดอลลาร์
ทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับ lot size ให้มีขนาดเล็กลง เพราะต้องเปลี่ยนจุดทำกำไร (take profit) และจุดยอมขาดทุน (stop loss) ที่กว้างขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญสำคัญมาก ๆ และการวางกลยุทธ์ในแต่ละวัน จะต้องดูกระแสข่าวในวันนั้น ๆ ด้วย ว่าจะประเด็นอะไรบ้าง และมีความสำคัญขนาดไหน
เช่นช่วงนี้ จะมีการเจรจาเรื่องภาษี จากเดิมที่แนวรับที่ 1 และ 2 ห่างกัน 15-30 ดอลลาร์ ก็ต้องปรับมาเป็น ห่างกันประมาณ 50-80 ดอลลาร์ และอาจจะต้องวางจุด stop loss ที่ห่างออกไป เพื่อลดการเกิดความเสียหายต่อพอร์ต แต่ทั้งนี้ ต้องคำนวณและบริหารเงินทุนให้เหมาะสมด้วย ซึ่งอาจจะทำให้การออก lot size ที่เล็กลง
แต่การออก lot size ที่เล็กลง ไม่ได้หมายความว่าจะได้กำไรน้อยลง เพราะกรอบการทำกำไรก็จะกว้างมากขึ้น จากเดิมที่ออก lot size ใหญ่ แต่ตลาดวิ่ง 20-30 ดอลลาร์ แต่ขณะนี้ตลาดวิ่งแรงถึง 80-100 ดอลลาร์ ทำให้อาจทำกำไรได้มากกว่า
แต่เรื่องของจุด take profit ก็อาจจะต้องปรับให้เหมาะสม โดยอาจจะไม่ได้กำไรก้อนใหญ่ครั้งเดียว แต่อาจจะกระจาย หรือเลือกเอาจุดที่พอใจ
เพราะในระหว่างที่ราคากำลังปรับตัวขึ้นตามเทรนด์ อาจเกิดข่าวด่วนขึ้นมา และอาจจะทำให้ราคาถูกเทแรงได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าระยะหลังเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้บ่อยครั้งมาก
การเหวี่ยงตัวของราคาในช่วงที่อยู่ในอีเลียตเวฟ ขา 5 จะมีความแรง โดยเฉพาะช่วงต้นของเวฟ จะขึ้นเร็วและแรง แต่พอผ่านมาในช่วงกลางของเวฟ 5 จะเริ่มชะลอความร้อนแรง จนกระทั่งไปถึงช่วงปลาย และเมื่อจบเวฟก็จะมีการทิ้งตัวแรง
ซึ่งขณะนี้ มองว่าอยู่นช่วงกลาง แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะไปจบตรงไหน ณ ระดับ ATH ที่ 3,500 ดอลลาร์ ก็อาจจะยังไม่ใช่จุดสูงสุดของรอบ
เพราะมองกราฟเทคนิคัลยังไปได้อีก แม้ว่าหลายคนอาจจะมองว่า หากการเจรจาระหว่างจีนกับสหรัฐมีความคืบหน้า แต่ยังมองว่าโอกาสที่ทั่ง 2 ฝ่ายจะยอมลดภาษีให้ต่ำกว่า 50% ก็เป็นเรื่องยาก ที่สำคัญ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็มีความคิดที่เปลี่ยนไปมา
“ความผันผวนในลักษณะนี้ จะยังคงอยู่ไปอีกระยะ เพราะที่ผ่านมาตลาดทองคำยังไม่เคยอยู่ในเวฟ 5 ในรอบใหญ่ ซึ่งในหลักการของทฤษฎีจะเล่นแค่ช่วงต้น ช่วงกลางช่วงปลายจะไม่เล่น เพราะไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ เพราะเวลาที่ราคาจะทิ้งแรง จะมีสัญญาณหลอกก่อน คือ ทิ้งแรงแล้วดีดกลับ หลายคนจะเข้าใจผิดว่าราคารีบาวด์กลับมาและจะขึ้นไปทำนิวไฮอีก แต่สุดท้ายก็ทิ้งแรง ซึ่งตอนนี้ราคาทองคำอยู่ในเวฟ 5 ถ้าอุปมาราคาได้ว่าช่วงต้นของเวฟ 5 ได้ผ่านไปแล้ว และตอนนี้น่าจะอยู่ในช่วงกลาง และอาจจะเข้าใกล้ช่วงปลาย แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ราคาเท่าใด ราคาจึงมีพฤติกรรมเคลื่อนไหวแปลก ๆ“
ดังนั้น ในช่วงนี้การลงทุนทองคำอาจจะต้องปรับล็อตไซส์ให้เล็กลง ขยายแนวรับให้กว้างขึ้นในบางจังหวะ ขึ้นอยู่กับการประเมินว่าโอกาสสวิงเทรดในแต่ละรอบกรอบจะกว้างขนาดไหน ต้องดูเทคนิคัลได้ เพราะหากจะตามข่าวสารตลอด อาจจจะเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้น 1. ดูเทคนิคัลเป็น 2. ตีเส้นเทรนด์ไลน์ได้ และ 3 ดู Price Pattern Chart ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ เช่นเดียวกับการวางจุดทำกำไร ต้องดู 3 เรื่องนี้เช่นกัน







Comments are closed.