ทิศทางราคาทองคำวันนี้ 12 ธ.ค.68 พูดคุยกับ คุณวรุต รุ่งขำ YLG
คุยกับคุณวรุต รุ่งขํา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บจ.วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส
ดำเนินรายการโดย อนุสรณ์ แก้วประจันทร์ บรรณาธิการข่าว GoldAround.com
ราคาทองคำบวกแรง.. แต่ยังลุ้นไปต่อได้ gold spot ลุ้นยืน $4,300 -ทองไทยทะลุ 64,000 บาท รอผล NFP – ประชุม BOJ – ประชุม กนง.
คุณวรุต รุ่งขํา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บจ.วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส กล่าวว่า ตลาดทองคำหลังการประชุม FED เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมาว่า เมื่อวานนี้ราคาได้ดีดตัวบวก 50 ดอลลาร์และทะลุกรอบขึ้นมาทดสอบจุดสูงสุดใหม่ที่ 4,285 ดอลลาร์
โดยได้แรงหนุนจากปัจจัยเชิงบวกในระยะสั้น ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และสถานการณ์เศรษฐกิจตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ย่ำแย่ โดยการรายงานตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานประจำสัปดาห์ที่ย่ำแย่ ทำให้ตลาดเกิดความหวังว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Non-Farm Payrolls) ที่จะเปิดเผยในสัปดาห์หน้าอาจจะออกมาอ่อนแอตามไปด้วย
และจากข้อมูลที่อ่อนแอลงนี้ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า Fed อาจจะขยับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า ขึ้นจาก 1 ครั้ง เป็น 2 ครั้ง หนุนราคาทองคำเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงความเห็นที่สร้างแรงกดดันอย่างชัดเจน โดยเสนอให้ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยแบบรวดเร็วและรุนแรงถึง 75 Basis Point เพิ่มจากเดิมที่ Fed ลด 25 Basis Point ซึ่งหนุนให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างชัดเจน
นอกจากนั้นการที่ FED ลดดอกเบี้ย 0.25% ทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ เริ่มลดดอกเบี้ยตามไปด้วยเช่นธนาคารกลางฮ่องกงประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 Basis Point ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ปรับตัวลง และส่งผลให้ทองคำซึ่งมักจะเคลื่อนไหวในทิศทางสวนทางกับอัตราดอกเบี้ย
ขณะที่ อินเดียได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในทองคำ โดยเปิดให้กองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุน ETF ในอินเดีย ซึ่งเป็นผู้บริโภคทองคำอันดับสองของโลก ให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในทองคำและแร่เงินได้ไม่เกิน 5% ของพอร์ต
สัญญาณดังกล่าวทำให้อุปสงค์ทองคำในอินเดียมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เมื่อรวมกับความต้องการทองคำในช่วงเทศกาลซื้อทองคำของชาวฮินดู (พ.ย.-มี.ค.) และคาดว่าราคาทองคำในอินเดียจะขยับขึ้นราว 10-13% จากปัจจุบันไปจนถึงกลางปี 2567
ส่วนปัจจัยลบและสิ่งที่ต้องจับตา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความผันผวนของราคาทองคำ คือการออกมาให้สัมภาษณ์ของ ปธ.เฟดสาขาต่างๆ โดยปธ. Fed ที่จะกล่าวสุนทรพจน์ในคืนนี้ ประกอบไปด้วย Loretta Mester ประธาน Fed Cleveland ซึ่งสายเหยี่ยว ที่ยังกังวลเงินเฟ้อสูง และได้ คัดค้านการลดดอกเบี้ย 25 Basis Point ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ เพราะต้องการตรึงดอกเบี้ย
คนต่อมา คือ Austan Goolsbee ประธาน Fed Chicago ซึ่งเป็นสายเหยี่ยวเช่นกัน และเป็นคน คัดค้านการลดดอกเบี้ย 25 Basis Point ที่อาจออกมาแสดงจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยอย่างมาก ซึ่งความเห็นของ Austan Goolsbee เป็นลบต่อราคาทองคำ
สุดท้ายคือ Anna Wong ประธาน Fed Philadelphia ซึ่งเป็นสายกลาง โดยเจ้าตัวอยากให้รักษาสมดุลดอกเบี้ยตามทิศทางเศรษฐกิจ โดยอาจพูดในลักษณะติดตามสถานการณ์เงินเฟ้อ/ตลาดแรงงาน
ขณะที่ประเด็นใหญ่ที่รออยู่สัปดาห์หน้า คือการประชุม BOJ (ธนาคารกลางญี่ปุ่น) คุณวรุตย้ำว่า หาก BOJ ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ Bond Yield พุ่งสูงขึ้น และสร้างความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนแม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรง สินทรัพย์ทุกตัวจะลงพร้อมกัน ก่อนที่ทองคำจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าสินทรัพย์เสี่ยง
กรอบการเคลื่อนไหวและการวางแผนสำหรับราคาทองคำ คุณวรุต มองว่าราคาทองคำยังแกว่งตัวในกรอบ Sideways ถึง Sideways Up โดยให้แนวรับ (ซื้อเล่นสั้น) แถว 4,239 – 4,240 ดอลลาร์ ส่วนแนวต้านอยูที่ 4,294 ดอลลาร์ และ4,313 -4,323 ดอลลาร์
ทั้งนี้แนะนำว่าไม่ควรไล่ซื้อ ควรรอจังหวะอ่อนตัวหรือย่อตัวลงมา ที่แนวรับเพื่อเข้าซื้อเล่นสั้น และหวังทำกำไรจากการขยับขึ้นโอกาสยืนเหนือ 4,300 ดอลลาร์ หากยืนได้มีโอกาสขึ้นไปถึง 4,313 – 4,323 ดอลลาร์ แต่อาจจะไปติดแถวระดับดังกล่าว และการจะทะลุ All-Time High ที่ 4,380 ดอลลาร์ก่อนสิ้นปีนี้มองว่ายังเป็นเรื่องยาก เนื่องจากยังมีปัจจัยลบใหญ่รออยู่ในสัปดาห์หน้า เช่น การประชุม BOJและการประกาศตัวเลข NFP
ส่วนการเคลื่อนไหวของทองคำไทย แม้ว่านายกรัฐมมนตรี จะประกาศยุบสภาแต่ไม่ได้ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างชัดเจน ตรงกันข้ามเงินบาทกลับมีแนวโน้มแข็งค่าสวนทางกับดอลลาร์ และสอดคล้องกับการแข็งค่าของเงินหยวนจีน ทำให้สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียแข็งค่าตามกัน
อย่างไรก็ดีต้องอรดูผลการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพุธหน้า ต้องมาดูว่ากนง.จะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 Basis Point หรือไม่ หาก กนง. ลดดอกเบี้ยจริง จะเป็นปัจจัยทำให้เงินบาทกลับไปอ่อนค่าได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองไทย
โดยเงินบาทเคยแข็งค่าสุดที่ 31.57 บาท (ต้นเดือน ก.ย.) และดีดกลับไปที่ 32.90 บาท ตอนนี้ดเงินบาทอยู่ที่ 31.66-31.67 บาท ซึ่งอยู่ใกล้ “โลว์เดิม” เพียง 10 สตางค์ โดย YLG มองว่าการแข็งค่าต่อของเงินบาทจึงมีขีดจำกัด และต้องลุ้นผลการประชุม กนง.
มาดูการลงทุนทองคำไทย ให้แนวรับที่ 63,550 – 63,650 บาท ต่อบาททองคำ ขณะที่แนวต้านแรกอยู่ที่ 64,450 บาทต่อบาททองคำ และแนวต้านถัดไปที่ 64,700 บาทต่อบาททองคำ ทั้งนี้ใช้แนวรับเป็นจุดพิจารณาเข้าซื้อ และหากราคาทองไทยปรับขึ้นมามาก ควรพิจารณาแบ่งขายเพื่อลดความเสี่ยง ไม่ควรไล่ซื้อ
รับชมคลิป







Comments are closed.