ราคาทอง 28 ต.ค.68
กลยุทธ์ “ซื้อด้วยราคา vs ไทม์มิ่ง”
แนวรับ: 3,950 ดอลลาร์ หรือ 61,000 บาท
แนวต้าน: 4,040 ดอลลาร์ หรือ 62,500 บาท
ราคาทองคำร่วงหนัก ทะลุแนวรับสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ หลังเผชิญปัจจัยลบหลายด้าน ขณะที่นักลงทุนจับตาแนวรับถัดไปและการประชุมเฟดปลายเดือนนี้
สถานการณ์ราคาทองคำกลับมาน่าตกใจอีกครั้ง โดยล่าสุดราคาทองคำในตลาดโลกได้ร่วงหลุดแนวรับจิตวิทยาที่ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ ลงไปทำจุดต่ำสุดที่ประมาณ 3,970 ดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งของไทยปรับตัวลดลงหลุดระดับ 62,000 บาท โดยมีรายงานว่าราคาลดลงไปต่ำสุดถึง 61,700 บาท
การปรับตัวลงอย่างรวดเร็วนี้ ถือเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของนักลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงก่อนหน้านี้ จากระดับ 4,000 ดอลลาร์ พุ่งทะยานไปเกือบ 4,400 ดอลลาร์ และราคาทองไทยที่พุ่งจาก 60,000 บาท ไปถึง 67,500 บาท การลดลงกว่า 6,000 บาทในเวลาอันสั้น จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญของตลาดการเงิน ที่ย้ำเตือนว่า “สินทรัพย์ที่ขึ้นแรง ก็สามารถลงแรงได้เช่นกัน”
4 ปัจจัยหลักกดดันทองคำ
1. การเจรจาสงครามการค้า (สหรัฐฯ–จีน)
ความคืบหน้าล่าสุดในการเจรจาสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งมีการประชุมกันที่มาเลเซีย ถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่ดีต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Assets) เช่น คริปโทเคอร์เรนซี ปรับตัวดีขึ้น สภาวะเช่นนี้ทำให้นักลงทุนลดการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว ทองคำมักจะปรับตัวได้ดีในภาวะที่มีความไม่แน่นอนหรือข่าวร้าย
2. แนวโน้มการยุติ Government Shutdown
สถานการณ์การปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ (Government Shutdown) ที่ยืดเยื้อมาเกือบ 28 วัน (ใกล้เคียงกับสถิติเดิมที่ 35 วัน) เริ่มมีสัญญาณว่าจะคลี่คลายในไม่ช้า การที่รัฐบาลจะกลับมาทำงานได้ตามปกติ และเตรียมเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่ค้างอยู่ เช่น ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) ถูกตีความว่าเป็นข่าวดีต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ
3. การ “Price In” ข่าวเฟด (Fed)
แม้ว่าในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ซึ่งโดยหลักการแล้ว “การลดดอกเบี้ย” ถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งต่อทองคำ (เพราะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า) แต่ในความเป็นจริง ราคาทองคำได้สะท้อน (Price In) ข่าวนี้ไปแล้ว การที่ราคาทองพุ่งขึ้นไปเกือบ 4,400 ดอลลาร์ก่อนหน้านี้ ก็เพราะแรงเก็งกำไรจากข่าวนี้นั่นเอง ดังนั้น การร่วงลงในขณะนี้จึงอาจเป็นการ “เทขายทำกำไร” (Sell the News) ของนักลงทุนกลุ่มที่ได้ซื้อสะสมมาก่อนหน้า เมื่อข่าวจริงกำลังจะออก
4. สัญญาณทางเทคนิค (Technical Analysis)
ในทางเทคนิค การปรับฐานครั้งนี้ถือเป็นเรื่อง “ดี” ต่อตลาดในระยะยาว เนื่องจากการที่ราคาวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วและร้อนแรงก่อนหน้านี้ (จาก 3,300–3,500 ดอลลาร์ สู่ 4,400 ดอลลาร์) ถือเป็นโครงสร้างที่ไม่แข็งแรงและไม่มีเสถียรภาพ การย่อตัวลงมาจะช่วยสร้าง “ฐานราคาใหม่” ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
สำหรับแนวรับทางเทคนิคถัดไป หากราคาหลุด 4,000 ดอลลาร์แล้ว แนวรับต่อไปจะอยู่ที่ประมาณ 3,950–3,940 ดอลลาร์ (หรือประมาณ 61,000 บาท) แต่หากแนวรับนี้ยังเอาไม่อยู่ มีโอกาสที่ราคาจะลงไปทดสอบแนวรับสำคัญถัดไปที่ 3,700 ดอลลาร์ (หรือราว 59,000–60,000 บาท)
มุมมองและกลยุทธ์การลงทุน
สำหรับนักลงทุนในขณะนี้ ต้องพิจารณาระหว่าง “ราคา” และ “จังหวะเวลา (Timing)”
ด้านราคา: ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะราคาปรับลดลงมาแล้วกว่า 400 ดอลลาร์ หรือกว่า 6,000 บาท
ด้านจังหวะเวลา: อาจยังไม่เหมาะนัก เพราะปัจจัยหนุนสำคัญ (การลดดอกเบี้ย) กำลังจะเกิดขึ้นในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ และตลอดเดือนพฤศจิกายนอาจไม่มีข่าวใหญ่มาสนับสนุน ทำให้ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะพักฐาน
กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนระยะยาว (ถือยาว):
หากพอใจกับระดับราคาปัจจุบัน (เช่น 61,700 บาท) และสามารถยอมรับความผันผวนได้ นี่อาจเป็นจังหวะในการทยอยสะสม
กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนระยะสั้น (เก็งกำไร):
ควรรอดูสถานการณ์ไปก่อน รอให้ช่วงความผันผวนสูงในช่วงการประกาศของเฟดวันที่ 30 ตุลาคมผ่านไปก่อน เพื่อประเมินทิศทางตลาดอีกครั้ง
บทเรียนสำคัญจากรอบนี้
การปรับฐานเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรตลาด การที่ราคาวิ่งขึ้นเร็วเหมือน “กระต่าย” มักไม่ยั่งยืน ตลาดที่ดีควรเติบโตอย่างมั่นคงเหมือน “เต่า”
และเมื่อใดก็ตามที่ความเชื่อมั่นในตลาดสูงเกินไป หรือทุกคนมองไปทางเดียวกันหมด (เช่น คิดว่าราคาจะขึ้นอย่างเดียว) ก็มักเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องระมัดระวัง
ขอขอบคุณ : บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด







Comments are closed.