Gold Around
ข่าวสาร บทวิเคราะห์ ราคาทองคำ

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 24 พ.ย.65 by YLG

50

- Advertisement -

คำแนะนำ       เปิดสถานะขาย $1,760-1,765

จุดทำกำไร    ซื้อคืนเพื่อทำกำไร $1,740-1,729

ตัดขาดทุน     ตัดขาดทุนสถานะซื้อหากผ่าน $1,765

แนวรับ : 1,729 1,711 1,693  แนวต้าน : 1,765 1,786 1,802

สรุป

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ระหว่างวันราคาแกว่งตัวผันผวนตามการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ทั้งนี้ ราคาทองคำปรับตัวลงทดสอบระดับต่ำสุดบริเวณ 1,729.41 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐเพิ่มขึ้นมากกว่าคาด อย่างไรก็ดี ราคาทองคำฟื้นตัวหลังจากนั้น เนื่องจากตัวเลขขอสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้นเกินคาดสู่ระดับ 240,000 รายสะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐเพิ่มชะลอตัวลง ขณะที่เอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเบื้องต้นอยู่ที่ 47.6 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 30 เดือนและต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 50.0

ส่วนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเบื้องต้น อยู่ที่ 46.1 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือนและต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 48.0 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจของสหรัฐหดตัว 5 เดือนติดกัน ประกอบกับรายงานการประชุมเดือนพ.ย.ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แสดงให้เห็นว่าผู้กำหนดนโยบาย “ส่วนใหญ่(substantial majority)” เห็นด้วยว่าเป็นการ “เหมาะสม” ที่ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย “ในเร็วๆนี้ ปัจจัยดังกล่าวกระตุ้นการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 50 bps ในการประชุมเดือนธ.ค. จนกดดันดัชนีดอลลาร์ร่วงลง 0.98%ซึ่งเป็นปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการทะยานขึ้นทดสอบระดับสูงสุดบริเวณ 1,753.11 ดอลลาร์ต่อออนซ์ของราคาทองคำ

ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำไม่เปลี่ยนแปลง สำหรับวันนี้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐเนื่องจากตลาดเงิน ตลาดทุนและตลาดทองคำของสหรัฐ จะปิดทำการในวันขอบคุณพระเจ้า(Thanksgiving Day) ทำให้ปริมาณการซื้อขายจะเบาบางกว่าปกติ

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ดัชนี PMI รวมภาคผลิต-บริการสหรัฐหดตัวเป็นเดือนที่ 5  เอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 46.3 ในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน จากระดับ 48.2 ในเดือนต.ค. ดัชนี PMI ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคธุรกิจของสหรัฐอยู่ในภาวะหดตัว โดยหดตัวเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน   ดัชนี PMI ถูกกดดันจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน แม้ว่าภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นสำหรับช่วง 12 เดือนข้างหน้า   ทั้งนี้ ดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น อยู่ที่ 47.6 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 30 เดือน จากระดับ 50.4 ในเดือนต.ค. ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น อยู่ที่ 46.1 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน จากระดับ 47.8 ในเดือนต.ค.
  • (+) สหรัฐเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานสูงกว่าคาด กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 17,000 ราย สู่ระดับ 240,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 225,000 ราย
  • (+) ดอลล์อ่อนค่า หลังเฟดส่งสัญญาณชะลอขึ้นดอกเบี้ย ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพุธ (23 พ.ย.) หลังจากรายงานการประชุมเดือนพ.ย.ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่า คณะกรรมการเฟดเห็นพ้องว่าควรชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ร่วงลง 1.07% แตะที่ 106.0760   ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 139.45 เยน จากระดับ 141.21 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9419 ฟรังก์ จากระดับ 0.9523 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3360 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3383 ดอลลาร์แคนาดา และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับโครนาสวีเดน ที่ระดับ 10.4586 โครนา จากระดับ 10.6440 โครนา   ส่วนยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0403 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0299 ดอลลาร์ และเงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2065 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1884 ดอลลาร์
  • (-) สหรัฐเผยยอดขายบ้านใหม่เพิ่มขึ้นในเดือนต.ค. สวนทางคาดการณ์ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่เพิ่มขึ้น 7.5% สู่ระดับ 632,000 ยูนิตในเดือนต.ค. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าลดลงสู่ระดับ 570,000 ยูนิต
  • (-) สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเพิ่มขึ้น 1.0% ในเดือนต.ค. กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้น 1.0% ในเดือนต.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนก.ย. ทั้งนี้ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อรถยนต์และเครื่องบิน   ส่วนยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐาน ซึ่งเป็นคำสั่งซื้อสินค้าทุนที่ไม่รวมเครื่องบิน และสินค้าด้านอาวุธ โดยเป็นสิ่งบ่งชี้แผนการใช้จ่ายของภาคธุรกิจ เพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนต.ค. หลังจากลดลง 0.8% ในเดือนก.ย.

ขอขอบคุณ  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

- Advertisement -

Comments are closed.

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More