Gold Around
ข่าวสาร บทวิเคราะห์ ราคาทองคำ

ลุ้น ‘พรรครีพับลิกัน’ จะโค่น ‘โจ ไบเดน’ ในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ได้หรือไม่

236

- Advertisement -

ในคืนนี้สหรัฐฯ ได้จัดการเลือกตั้งกลางเทอม ก่อนจะเริ่มนับคะแนนหลังปิดหีบในวันพรุ่งนี้ช่วงเวลา 19.00-20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ ตรงกับเช้าวันพุธที่ 9 พ.ย. เวลา 07.00-08.00 น. ตามเวลาไทย

โดยการนับคะแนนเลือกตั้งจะเริ่มจากหน่วยเลือกตั้งทางฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ

การเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ระหว่างพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน เพราะจะชี้ชะตาทิศทางการเมืองสหรัฐในช่วง 2 ปีข้างหน้า ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2567

โดยในครั้งนี้ จะมีการชิงชัยเก้าอี้ทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จำนวน 435 ที่นั่ง รวมทั้ง เก้าอี้ในวุฒิสภาจำนวน 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง

นอกจากนี้ ยังมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ ใน 39 มลรัฐ รวมทั้งการเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอีกจำนวนมาก

ทั้งนี้ จากผลการสำรวจของสำนักโพลล์ส่วนใหญ่พบว่า พรรครีพับลิกัน สามารถครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ หลังการเลือกตั้งกลางเทอม จากปัจจุบันที่พรรคเดโมแครต มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งอยู่เล็กน้อย

ส่วนการเลือกตั้งในวุฒิสภา จะเป็นไปอย่างสูสีระหว่าง พรรคเดโมแครต และ รีพับลิกัน ซึ่งก่อนการเลือก ตั้งทั้งสองพรรคมีคะแนนเสียงเท่ากันอยู่ที่ 50-50 โดยคะแนนเลือกตั้งใน 4 รัฐ ได้แก่ แอริโซน่า จอร์เจีย เนวาดา และ เพนซิลเวเนีย จะชี้ขาดว่าพรรคใดครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา 

โดยผลสำรวจพบว่า พรรคเดโมแครต อาจเสียเก้าอี้ในวุฒิสภาในหลายรัฐให้แก่พรรครีพับลิกัน หลังจากที่ชาวอเมริกันไม่พอใจต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของรัฐบาล 

หากพรรครีพับลิกันคว้าชัยชนะเหนือพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ ก็จะทำให้การบริหารประเทศของ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ในช่วงที่เหลืออีก 2 ปี เป็นไปอย่างยากลำบาก โดยคาดว่า พรรครีพับลิกันจะขัดขวางการผ่านกฎหมายต่าง ๆ รวมทั้ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ทาง InterGOLD มองว่า

ในอดีต หากพรรคไหนชนะในการเลือกตั้งกลางเทอม มักจะชนะการเลือกตั้งใหญ่ในอีก 2 ปีข้างหน้าเช่นกัน

ปัจจุบันคาดกันว่า พรรคเดโมแครต ของ โจ ไบเดน น่าจะแพ้ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ เพราะคะแนนความนิยมตกลงไปมาก จากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนัก ปัญหาเงินเฟ้อ และ อื่น ๆ

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับทิศทางการลงทุนบ้าง ?

หากเปรียบเทียบในอดีต สมัยของ ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ นโยบายเศรษฐกิจจะเป็นพวกสงครามการค้า สมัยนั้นทำกำแพงภาษีมายมาก กดดันตลาดหุ้นทั่วโลก แต่ในยุคของ โจ ไบเดน เป็นสงครามเทคโนโลยีแทน คือ เน้นโจมตีที่อุตสาหกรรม เซมิคอนดักเตอร์ เพราะโลกเรากำลังเคลื่อนไปในดิจิทัล หรือ ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น อุปกรณ์ที่มีการประมวลผล จะต้องใช้ชิปเซมิคอนดักเตอร์ในการผลิตทั้งนั้น

ทั้งนี้ จีนถือเป็นภัยคุกคามทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ชัดเจน เพราะรถ EV ที่ตอนนี้ BYD ของจีน คือ แบรนด์รถ EV ยอดขายอันดับ 1 ของโลก อันดับ 2 คือ เทสล่า และ การที่ ปธน.ไบเดน เดินเกมแบบนี้ คือการตัดขาจีนโดยตรง

แน่นอนว่า หากนโยบายของสหรัฐฯ ถ้าถูกใช้จริง ก็จะต้องมีการกดดันในประเทศพันธมิตรอย่างยุโรปให้ร่วมกันทำตามด้วย หากเป็นแบบนี้ต่อไป ตลาดหุ้นน่าจะเหนื่อย ปรับตัวขึ้นได้ยาก แต่จะผลักดันทองคำให้ขึ้นเรื่อย ๆ

หากดูจากในอดีต เมื่อพรรคเดโมแครตขึ้นบริหารประเทศ ความรุนแรงทางการเมืองระหว่างประเทศมักจะสูง ในขณะที่หากเป็นพรรคริพับลิกัน จากสถิติแล้ว ความขัดแย้งระหว่างประเทศจะเบากว่า

ดังนั้น หากมองในมุมสถิติแล้ว หลังจากเลือกตั้งถ้าเป็นไปตามโพลจริง คือ พรรคริพับลิกันชนะในรอบนี้ ก็อาจจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นสำหรับการเมืองระหว่างประเทศ ตลาดหุ้นจะชอบมากกว่า และแน่นอนทองคำไม่ชอบผลการเลือกตั้งอันนี้แน่นอน นี่อาจเป็นอีกปัจจัยระยะสั้นที่จะกดดันทองคำเลยก็ว่าได้

- Advertisement -

Comments are closed.

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More