Gold Around
ข่าวสาร บทวิเคราะห์ ราคาทองคำ

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 20 มิ.ย.65 By HGF

63

- Advertisement -

ราคาทอง Spot สัปดาห์ที่ผ่านมาค่อนข้างผันผวน

สัปดาห์นี้ติดตามการแถลงการณ์นโยบายการเงินรอบครึ่งปี

แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหว SIdeways

  • ราคาทอง Spot สัปดาห์ที่ผ่านมาค่อนข้างผันผวน โดยในช่วงต้นสัปดาห์ราคาทองคำปรับตัวลงแรง จากความกังวลของการคาดการณ์การเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งเฟดได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 0.75% สู่ระดับ 1.50-1.75% เป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 28 ปี และยังส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.50% หรือ 0.75% ในการประชุมเดือนก.ค. อย่างไรก็ตามภายหลังการประชุมเริ่มมีแรงซื้อทองคำเข้ามาจากที่ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก จะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย ทางด้านกองทุน SPDR Gold Trust ซื้อทองคำสุทธิ 6.67 ตันจากสัปดาห์ก่อน
  • สัปดาห์นี้ติดตามการแถลงการณ์นโยบายการเงินรอบครึ่งปีต่อสภาคองเกรสของประธานเฟด นอกจากนี้สหรัฐจะเปิดเผยยอดขายบ้านมือสองเดือนพ.ค. ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนมิ.ย. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิ.ย.ของม.มิชิแกน และยอดขายบ้านใหม่เดือนพ.ค.
  • แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหว SIdeways โดยราคาทองคำมีแนวรับ 1,830 ดอลลาร์ และแนวรับถัดไป 1,820 ดอลลาร์  ขณะที่มีแนวต้าน 1,850 ดอลลาร์ และ 1,860 ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

CloseSupportResistance
1,839.301,830/1,8201,850/1,860

ราคาทองแท่ง 96.5%

CloseSupportResistance
30,70030,600/30,50030,900/31,000

โกลด์ฟิวเจอร์ส

CloseSupportResistance
30,81030,600/30,45030,880/31,020

สามารถเข้าซื้อบริเวณ 1,830 ดอลลาร์ (GF 30,600 บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,820 ดอลลาร์ (GF 30,450 บาท)

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

CloseSupportResistance
1,839.701,832/1,8221,852/1,862

ค่าเงิน

ค่าเงินบาทสัปดาห์ที่ผ่านมาอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว โดยค่าเงินบาทอ่อนค่ามากสุดที่ 35.28 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งค่าเงินบาทอ่อนค่าถึง 1.38% จากสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์แข็งค่า ทั้งนี้แนวโน้มค่าเงินบาทคาดว่าระยะสั้นอาจอ่อนค่าได้ต่อ สำหรับ USD Futures เดือนมิ.ย.65 มีแนวรับที่ 34.80 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 35.40 บาท/ดอลลาร์

News

ผลสำรวจชี้สหรัฐเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปีหน้า

          นิตยสาร Newsweek เปิดเผยผลการสำรวจ พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ 7 ใน 10 คนเชื่อว่าสหรัฐจะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปีหน้า ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น ทั้งนี้ หากประเทศใดประสบภาวะเศรษฐกิจหดตัว 2 ไตรมาสติดต่อกันก็จะเข้าเกณฑ์การเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย           ผลการสำรวจดังกล่าว ซึ่งจัดทำร่วมกันระหว่างหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์และมหาวิทยาลัยชิคาโก ระบุว่า ปัจจัยสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมทั้งเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นจะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย   นักเศรษฐศาสตร์ 2% จากจำนวน 47 คนที่เข้าร่วมการสำรวจ เชื่อว่าสหรัฐจะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยในไตรมาส 4/65 หรือก่อนหน้านั้น     อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์ 38% จากจำนวนดังกล่าวเชื่อว่าสหรัฐจะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 ขณะที่ 30% เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

ทูตสหรัฐเผยจีนอาจใช้นโยบายโควิดเป็นศูนย์ยาวถึงปี 2566

          นายนิโคลัส เบิร์นส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศจีนเปิดเผยว่า รัฐบาลจีนมีแนวโน้มที่จะขยายระยะเวลาการใช้นโยบายโควิดเป็นศูนย์ (Zero-Covid) เพื่อจำกัดการเดินทาง และดำเนินมาตรการล็อกดาวน์ไปจนถึงปีหน้า ซึ่งนโยบายนี้จะทำให้การลงทุนของอเมริกันและยุโรปซบเซาลง  นายเบิร์นส์ระบุว่า “ถ้าให้ผมสันนิษฐานอย่างตรง ๆ ก็คือ เราจะเห็นการดำเนินนโยบายโควิดเป็นศูนย์อย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงต้นปี 2566 นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลจีนกำลังส่งสัญญาณ”   นอกจากนี้ นายเบิร์นส์ยังเสริมว่า มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการเงิน โดยมีบริษัทของสหรัฐหลายแห่งดำเนินการอยู่ ยังส่งผลให้นักธุรกิจชาวอเมริกันจำนวนมากเดินทางออกจากประเทศจีน   ทูตสหรัฐประจำประเทศจีนระบุด้วยว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจีนที่แข็งกร้าวมากขึ้นนั้นจะดำเนินเศรษฐกิจไปในทิศทางใด โดยในช่วงที่ผ่านมา จีนยังส่งสัญญาณที่คลุมเครือว่าจะเดินหน้าปราบปรามบางภาคธุรกิจ เช่น เทคโนโลยี ต่อไปหรือไม่     ทั้งนี้ แม้ว่าตลาดจีนจะมีความสำคัญเกินกว่าที่บริษัทต่างชาติจะย้ายธุรกิจออกไปได้ทั้งหมด แต่นายเบิร์นส์ก็กล่าวด้วยว่า จากผลสำรวจความเห็นและการพูดคุยกับหอการค้าประจำประเทศจีนบ่งชี้ว่า บริษัทยังคงไม่มั่นใจที่จะลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากปัจจัยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องข้อจำกัดด้านการเดินทาง

เซเลนสกี” ถกผู้นำยุโรปประเด็นยูเครนเข้าร่วม EU-ความขัดแย้งกับรัสเซีย

          ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนได้พบปะกับผู้นำฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และโรมาเนียที่กรุงเคียฟ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวโน้มที่ยูเครนจะเข้าร่วมสหภาพยุโรป (EU) และหารือเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน   ในระหว่างการพบปะกับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส, นายโอลาฟ โชลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี, นายมาริโอ ดรากี นายกรัฐมนตรีอิตาลี และประธานาธิบดีเคลาส์ โยฮันนิสแห่งโรมาเนียนั้น ปธน.เซเลนสกีได้บรรยายสรุปกับผู้นำยุโรปเกี่ยวกับสถานการณ์แนวหน้าและความต้องการของกองทัพยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซีย   ปธน.เซเลนสกีระบุว่า ยูเครนหวังจะได้รับอาวุธหนัก ปืนใหญ่ และระบบป้องกันขีปนาวุธที่ทันสมัยจากชาติพันธมิตร   นอกจากนี้ เขายังยืนยันกับผู้นำยุโรปว่ายูเครนพร้อมดำเนินการที่จำเป็นเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ EU    ด้านปธน.มาครงกล่าวว่า ยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวยุโรป และผู้นำของ 4 ประเทศล้วนสนับสนุนยูเครนในการยื่นขอเข้าเป็นสมาชิก EU     นอกจากนี้ ที่ประชุมยังกล่าวถึงประเด็นการสนับสนุนด้านเศรษฐกิจสำหรับยูเครน การสกัดกั้นการส่งออกธัญพืชของยูเครน และการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ต่อรัสเซีย

ขอขอบคุณ : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

- Advertisement -

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More