Gold Around
ข่าวสาร บทวิเคราะห์ ราคาทองคำ

ทองคำจะเป็นขาลงหรือไม่ ? เมื่อสหรัฐฯ จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 6 ครั้ง

11,098

- Advertisement -

นักลงทุนหลายคนน่าจะกำลังกังวลว่าหากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้อีกหลายรอบ จะทำให้ทองคำเป็นขาลงเลยแน่ ๆ

และล่าสุดผลการประชุม FOMC (การประชุมของเฟด) ได้ข้อสรุปว่า เฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ย 0.25% และปีนี้ น่าจะขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 6 ครั้ง เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ในตอนนั้นตลาดการเงินผันผวนทั่วโลก โดยเฉพาะทองคำ ที่ร่วงลงไปทดสอบ $1.900 เล่นเอานักลงทุนทองคำตกใจกันไปตามๆกัน

แต่อินเตอร์โกลด์เรามองว่า เป็นเรื่องปกติมาก ๆ ที่เฟดจะพูดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ นั้นแข็งแกร่ง เพราะสิ่งที่เฟดต้องทำมากที่สุดในเวลานี้ คือ การให้ความเชื่อมั่นแก่ดอลลาร์

หลายครั้งที่คำพูดของเฟดก็ดูจะไม่ค่อยเป็นความจริงเท่าไหร่ เช่น ปีที่แล้วเฟดบอกตลอดว่า เงินเฟ้อไม่ได้รุนแรงอะไร แต่พอถึงเวลาจริง ๆ ปรากฏว่าเงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี คือ เฟดเค้ารู้อยู่แก่ใจนั่นแหละ เพียงแต่เค้าไม่อยากจะพูดความจริง บางครั้งการพูดความจริงก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น หรืออาจแย่ลงด้วยซ้ำ

วันนี้ อินเตอร์โกลด์จะมาเล่าให้ฟังถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ของเฟดจะเกิดขึ้นตามที่เฟดพูดจริงหรือไม่ เชื่อว่าหากเป็นนักลงทุน ไม่ว่าจะลงทุนในตราสารอะไรก็แล้วแต่ หากได้อ่านจนจบ คิดว่าจะเป็นประโยชน์และนำไปต่อยอดในการลงทุนของตัวเองได้อย่างแน่นอน

จากรูป แท่งสีเทาแสดงถึงปริมาณการใช้เงินของรัฐบาลเทียบกับ GDP
เส้นสีส้มแสดงอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรอายุ 3 เดือน
เส้นสีฟ้าแสดงปริมาณเงินดอลลาร์ในระบบเทียบกับ GDP

จากรูปแสดงเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในอดีต

จากรูปเราจะเห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลตามการใช้เงินอัดฉีดเยอะ ๆ ระดับที่ขาดดุลเกิน 7.5% ของ GDP เฟดมักจะไม่อยากขึ้นดอกเบี้ย โดยไม่สนว่าเงินเฟ้อจะสูงเพียงใด

ในปี 1935-1950 เป็นช่วงที่เงินเฟ้อสูงมาก ๆ โดยขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 14% ต่อปีเลยทีเดียว ขณะเดียวกัน เราจะเห็นว่าในปี 1944 เป็นช่วงที่รัฐบาลขาดดุลมหาศาล และในตอนนั้นเฟดต้องเลือกว่า จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อต่อต้านเงินเฟ้อดีหรือไม่ ผลลัพธ์ก็คือ เฟดเลือกที่จะทำ Yield curve control เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลนั่นเอง เนื่องจากรัฐต้องใช้เงินจำนวนมาก ก็คือ ต้องกู้เงินจำนวนมากนั่นแหละ แล้วเฟดจะไปขึ้นดอกเบี้ยให้ลูกหนี้หรือรัฐบาลตัวเองจ่ายหนี้ไม่ไหวได้อย่างไร

แต่ในทางกลับกัน ช่วงปี 1977 เงินเฟ้อสูงระดับ 13% เช่นกัน แต่ในตอนนั้น รัฐบาลไม่ได้ขาดดุลมากเท่าไรเมื่อเทียบกับ GDP ในตอนนั้น เราจะเห็นว่า เฟดขึ้นดอกเบี้ยจนอยู่ในระดับ 15% ต่อปี เพื่อต่อต้านเงินเฟ้อ

โดยสรุปก็คือ เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยได้เยอะ ๆ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลขาดดุลไม่เกิน 7.5% เทียบกับ GDP หรือ พูดง่าย ๆ ก็คือรัฐไม่ได้มีรายจ่ายเยอะเกินไปเมื่อเทียบกับรายรับ ซึ่งคราวนี้เราลองมาวิเคราะห์กันต่อว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะต้องใช้เงินปริมาณมาก ๆ หรือไม่ในอนาคต

ทุกวันนี้ อินเตอร์โกลด์มองว่า โลกของเราจะไม่กลับไปเป็นหนึ่งเดียวกันอีกแล้วครับ หากมองจากอดีต โลกจะสงบก็ต่อเมื่อมีผู้มีอำนาจสูงสุดเพียงคนเดียว

แน่นอนครับ หลายปีที่ผ่านมา มหาอำนาจของโลกก็คือ สหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าของระบบการเงินของโลก จนทำให้โลกต้องใช้ดอลลาร์ในการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ

แต่มาวันนี้ เราเห็นขั้วอำนาจอย่างจีนขึ้นมาท้าทายสหรัฐฯ ในแง่ของเศรษฐกิจถือว่าใหญ่มาก ๆ ถึงแม้ GDP จะยังไม่เท่าสหรัฐฯ ที่เป็นเบอร์ 1 ก็ตาม แต่อัตราการเติบโตของจีนเรียกได้ว่าสูงมากอย่างที่ไม่เคยมีประเทศไหนทำได้มาก่อนตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา จนทำให้เกิดสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ เห็นถึงภัยคุกคามต่อเงินดอลลาร์ คิดง่าย ๆ สมมุติปล่อยให้จีนเติบโตแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ

จีนจะกินส่วนแบ่งการค้าไปเรื่อย ถึงจุดนึง จีนคงสงสัยว่า ทำไมเราต้องใช้ดอลลาร์ในการแลกเปลี่ยน? ในเมื่อทุกคนซื้อขายกับจีนเป็นหลัก งั้นเรามาใช้หยวนแทนจะง่ายกว่าไหม และนี่คือสิ่งที่สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นมากที่สุด เพราะจะเป็นการลดความต้องการใช้ดอลลาร์

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า แล้วมันจะมีความสำคัญยังไง ความได้เปรียบของดอลลาร์ในการเป็นสกุลเงินหลักของโลกแต่เพียงผู้เดียว คือ ทำให้สหรัฐฯ สามารถพิมพ์เงินออกมาใช้ได้เยอะมากๆ หรือจะบอกว่าพิมพ์เท่าไหร่ก็ได้ก็ไม่ได้เป็นคำพูดที่ดูเกินเลย

ล่าสุด เราเห็นธนาคารในรัสเซียประกาศให้คนรัสเซียสามารถฝากเงินเป็นสกุลเงินหยวน และยิ่งไปกว่านั้นซาอุดีอาระเบียประกาศจะใช้เงินหยวนในการซื้อขายน้ำมันแทนดอลลาร์

ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่สหรัฐฯ ไม่อยากเห็น และนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการประกาศสงครามระหว่างหยวนกับดอลลาร์

อีกไม่นานเราคงเห็นการเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ อย่างแน่นอน ความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจทั้ง 2 จะดำเนินต่อไป สิ่งที่จะตามมาในสภาวะแบบนี้ก็คือเศรษฐกิจจะถดถอย รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มข้น เพื่อซื้อใจประชาชนในยามยากลำบาก

มาถึงตอนนี้ เราได้ข้อสรุปแล้วว่า แนวโน้มความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจของโลกกำลังทวีความเข้มข้นขึ้น การค้าจะไม่เสรี และจะทำให้เศรษฐกิจถดถอย รัฐจะต้องการใช้เงินจำนวนมาก ไม่ว่าจะเพื่อการสงคราม หรือ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ตาม ผลลัพธ์สุดท้ายคือ การขาดดุลมหาศาลเมื่อเทียบกับ GDP และมันจะทำให้เฟดไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อได้จริง ๆ

สุดท้ายเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นอีกจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ และในวันนั้น คาดว่าเงินเฟ้อ จะใช้ yield curve control หรือก็คือ การตรึงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้นั้นเอง

ในสภาวะที่เงินเฟ้อสูง และเศรษฐกิจถดถอย ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ สินทรัพย์ที่ได้เปรียบคือ เงินสด (แต่ต้องกระจายถือหลายสกุลนะ เพราะสุดท้ายเราไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ แต่ตอนนี้น้ำหนักดอลลาร์ก็เป็นต่ออยู่ดี), สินค้าโภคภัณฑ์พวกอาหารก็น่าสนใจ, หุ้นที่ค้าขายอาหาร ถึงไม่ขึ้น แต่มันก็ไม่ลงหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจริง ๆ

และทองคำอันนี้แน่นอนอยู่แล้วในระยะยาว หากนักลงทุนกระจายความเสี่ยงได้เหมาะสม หากเกิดวิกฤติจริง พอร์ตเราจะไม่กระทบมาก ซึ่งจะเป็นโอกาสในการขายสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อเก็บสินทรัพย์เสี่ยงที่กำลังลดราคากระหน่ำซัมเมอร์เซลล์กัน

เทรดเดอร์อินเตอร์โกลด์

- Advertisement -

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More